[etc.] เรื่องที่ยังเหลืออยู่ในใจ
posted on 31 Jan 2012 22:47 by starsong-pan
ได้ไปเห็นที่พี่เคียวเขียนไว้จาก>>ที่นี่<<มา
เลยอยากลองย้อนนึกถึงหนังสือที่เคยได้อ่านมาตั้งแต่เล็กๆ ที่ยังหลงเหลือเหลือความรู้สึกอยู่ในใจของตัวเองดูบ้าง ^^
(อนึ่ง พี่เคียว/ลวิตร์/พัณณิดา ภูมิวัฒน์ คือนักเขียนที่อยู่ในในดวงใจเรามาตลอดตั้งแต่สมัยม.ปลายค่ะ :D)
.
.
.
.
.
บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตอนเด็กๆเคยไปคุ้ยหนังสือสมัยที่แม่ยังสาวมาอ่าน สิ่งที่ประทับใจเราที่สุดคือ “อาหารในเรื่อง” มันให้ความรู้สึกน่ากินมากๆเลย
ลอร่าเล่าว่าแม่ของเธอทำคัสตาร์ด ขนมเค้ก ขนมปายแป้งกรอบเป็นชั้นๆ ได้ปลาจากแม่น้ำเนื้อขาวเป็นปุย แล่ก้างออกแล้วทอดร้อนๆ ไปรีดนมแม่วัว ใส่ถังเขย่าจนเป็นเป็นเนยก้อนใหญ่แล้วก็เอาพิมพ์ลายสตอเบอรี่มากดให้เป็นอันเล็กๆ เด็กๆย่างหางหมู หน้าหนาวหิมะตกก็เอาน้ำตาลจากต้นเมเปิ้ลหยอดลงบนหิมะก็จะได้ทอฟฟี่มากินกัน พ่อทำเนื้อกวางรมควัน ไปในป่าได้น้ำผึ้งสีเหลืองทองมาเป็นถังๆ เอามาทากินกับขนมปังอบใหม่ๆ ฯลฯ
สมัยก่อนนี่อ่านไปกลืนน้ำลายไป อยากไปนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวนั้นด้วยคนจริงๆ 
อ้อ!!! อีกเรื่องที่จำแม่นก็คือเรื่องที่พ่อลอร่าชอบ “สีซอ” :P
//ซึ่งจริงๆแล้วมันคือ “ไวโอลิน” น่ะ คนแปลทำเราเข้าใจผิดๆมาหลายปีเลยทีเดียว 
สิ่งที่จำได้จากเรื่อง แม่มด คือ... ความยี้ตอนที่ในเรื่องพูดถึงแม่มดที่สาปเด็กให้เป็นตัวทาก งู รึคางคก แล้วพอพ่อแม่มาเจอเข้าก็จะโดนกระทืบจนแบนแต๊ดแต๋ติดพื้นไป!!! 
//นึกไปถึงเวลาที่เห็นคางคกแบนๆและๆตามถนนแล้วมันน่าขยะแขยงเป็นบ้า อี๋ยยยย์ -*-
จาก ใบไม้ที่หายไป สมัยที่เอามาอ่านครั้งแรกตอน ป.1-ป.2 แล้วเจอตรง …ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ... คือ... ความรู้สึกขำๆปนงงๆว่า ก็แค่เรื่องของดอกไม้ดอกนึงที่แค่กำลังคิดในใจว่าชั้นจะบาน(แต่ยังไม่บานซักที) มันน่าชื่นชมว่ากล้าหาญตรงไหนกันเนี่ย?? 
//ปอ-ลอ นี่เป็นการตีความผิดๆเพี้ยนๆของเด็ก ป.1 คนนึงเมื่อนานนมมาแล้ว โปรดเข้าใจด้วยนะคะ *หัวเราะ ^^”
จาก ชีค ตอนเด็กๆก็ได้รู้จากเรื่องนี้นี่แหละ ว่าทะเลทรายถึงกลางวันจะร้อนขนาดไหน แต่กลางคืนอากาศกลับหนาวจนต้องมานั่งผิงไฟกันเลยเชียวนะ
จาก ตำนานดาวเคราะห์อัศจรรย์ จำได้แม่นเลยว่าอ่านแล้วมันรู้สึกโหวงๆแปลกๆบอกไม่ถูก 
มันไม่ใช่ความเศร้า ไม่ได้อยากร้องไห้ แต่ก็เหมือนมีอะไรหนักๆมาทับในหัวจนไม่อยากจะเล่นกับใคร ไม่อยากหัวเราะไปทั้งวัน ต้องใช้เวลาอีกหลายปีเลยกว่าที่เราจะเรียนรู้ว่า ความรู้สึกแบบนี้นี้เองที่มันเรียกว่า....ความหดหู่.....
จาก วิญญานรักในร่างแมว คือ... ความกลัวขึ้นสมองตอนที่แมวของนางเอกที่ตายไปหายไปจากหลุมศพ แล้วก็มีตาแมววาวๆกลับมาหาตอนกลางคืน
แถมนางเอกยังโดนผีในบ้านจับกดน้ำ โดนสารพัดผีน่าสยองขวัญขนหัวลุกมากมายตามรังควานตลอดเวลา!!!!!
เพราะเรื่องนี้เนี่ยแหละทำให้ตอนเด็กเรากลัวแมวเท่าๆกับกลัวผีทีเดียว แถมยังกลัวมุมมืดๆตอนกลางคืนอยู่ตั้งหลายปีเลยด้วย /T[]T\
//แต่พอมาอ่านตอนโต กลับรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น (แถมพระเอกหล่อยังด้วยนะ หุหุ =w=)
จาก เด็กชายในชุดนอนลายทาง คือ... ความเศร้าจนอยากร้องไห้ การสื่อถึงสิ่งที่โหดร้ายผ่านสายตาไร้เดียงสาของเด็กสองคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเนี่ย เราว่ามันยิ่งน่าเศร้านะ เทียบความรู้สึกแล้วเรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าเศร้ายิ่งกว่าตอนที่ได้อ่านแอน แฟรงค์ ซะอีก
จาก เคาท์ D คือ... รู้สึกซาบซึ่งมากๆกับคำพูดของท่านเคาท์ที่ว่า
“มนุษย์ช่างโง่เขลาและเห็นแก่ตัวที่ชอบจำกัดโลกให้อยู่แค่เพียงในความเข้าใจของตัวเอง”
เป็นคำพูดที่ปักเข้ามาในใจอย่างแรงเลย อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกเกลียดที่มนุษย์ทำตัวเป็นเจ้าของโลกทั้งโลก อยากพูดออกมาเลยว่า “ทั้งที่ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นอีกมากมายหลายเผ่าพันธุ์ที่มีสิทธิจะมีชีวิตอยู่ไม่ต่างจากมนุษย์นะ ช่วยนึกถึงพวกเค้าบ้างเถอะ”
//โดยส่วนตัวแล้วรักเรื่องนี้มากๆ ถึงจะเก่ามากแล้วแต่ก็อยากให้ลองหามาอ่านกันดูนะคะ (บูธที่ขายการ์ตูนเก่าในงานหนังสือเราเห็นอยู่ทุกปีนะ *โฆษนาๆ~ XD)
จาก ตำนานมนุษย์ถ้ำ คือ... ความชอบ+ประทับใจในภาษาพูดแบบไวยากรณ์แปลกๆของผู้คนในเรื่อง ยังไม่เคยเห็นเหมือนกันว่าภาษาต้นฉบับเป็นแบบไหน แต่เราว่าคนแปลแปลออกมาได้สมเป็นภาษาของมนุษย์ยุคหินดีมากๆเลยแหละ
//เคยนึกสนุกเอาไปพูดกับน้องสาวอยู่ช่วงนึงแล้วขำสีหน้ามันมากๆ 555 XD
จาก คุณฮาริยามะ คือ... รู้สึกหลอนๆ แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใคร ก็ต้องมีคนตาย มีศพๆหลอนอยู่ตลอดเวลา แอบรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความรุนแรงแฝงอยู่มากกว่าที่เราคิดไว้มากเลย (ยิ่งบทเกาะแห่งแสงสว่างเนี่ยเกือบๆจะฮิกุราชิเลยนะ!!! =[]= )
แต่ก็ประทับใจกับ Time line ของแต่ละบทที่มันมาเชื่อมโยงกันหมดแบบนี้นะ อ่านจบแล้วอยากกลับไปอ่านอีกรอบแล้วลองเขียนลำดับเหตุการณ์ของเรื่องดูจริงๆ 
.
.
.
.
.
พอลองมานั่งนึกย้อนไปดูแล้ว หนังสือหลายเล่มที่ตอนเด็กๆเคยอ่านแล้วมีความรู้สึก+เข้าใจไปแบบนึง
พอโตขึ้นมาแล้วกลับมาอ่านอีกหนทั้งการตีความในสิ่งที่คนเขียนสื่อ ทั้งความรู้สึกต่อเรื่องมันกลับเปลี่ยนไปหมดเลย
บางเรื่องอาจแค่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น แต่บางเรื่องก็เปลี่ยนชนิดแทบตรงข้ามเลยก็มี
ณ.ตอนนี้เราเริ่มชอบหนังสือหลายเล่มที่เคยเห็นพ่อแม่อ่านมาตั้งแต่เล็กๆแต่ตัวเราไม่เคยสนใจ
ในขณะเดียวกันก็กลับรู้สึกถึงจุดบกพร่องกับความตื้นเขินของเรื่องที่เรารักมากมายมาตลอดขึ้นมาซะแล้ว
เริ่มเข้าใจขึ้นมาหน่อยๆแล้วสิ ว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงชอบมาบ่นมาว่าหนังสือที่เด็กชอบอ่าน
ส่วนเด็กๆก็พากันเบื่อหน่ายหนังสือที่ผู้ใหญ่หามาให้
ซึ่งจริงๆแล้วเรามองว่าไม่มีใครผิดใครถูกหรอก มันเป็นเรื่องของเวลาน่ะ
บางทีกาลเวลาผ่านไป ได้เห็นได้รับรู้เรื่องต่างๆมากขึ้น
ก็ทำให้ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆของตัวเราเองค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆได้อยู่ตลอดเวลา
สมัยก่อนเคยเข้าใจแบบนึง ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นอีกแบบนึง ต่อไปในอนาคตก็คงจะเปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ตอนนี้อีกสินะ
ตัวเราในอีกสิบปี ยี่สิบปีจากวันนี้ไป จะมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆยังไงบ้างนะ? จะกำลังอ่านหนังสือแบบไหนอยู่กันนะ?
อึมม... อยากรู้จังเลย 
「 AKUMI 」

)

































